ReadyPlanet.com
dot
dot dot
การเมือง ไม่ใช่เรื่องของสงฆ์

  

 

การเมือง ไม่ใช่เรื่องของสงฆ์
 
พุทธวิริโย ภิกขุ
 
 
ตั้งแต่ปลายปี 2548 จนถึงเดือนเมษายน 2549 นี้ สถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทยเราวุ่นวายไม่น้อย เนื่องจากมีการประท้วงรัฐบาลกันเกือบทุกวัน ในทางโลกนั้น ใครจะประท้วงใคร ใครจะทำอะไรก็ทำไปเถิด แต่ที่น่าสลดใจก็คือ ผู้เขียนเห็นมีภิกษุบางรูปโดดขึ้นเวทีพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยกล่าวโจมตีรัฐบาล บางรูปกล่าวโจมตีรัฐบาลอีกทีวี บางรูปเขียนบทความตำหนิรัฐบาล บางรูปก็ตำหนิทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล และมีคอลัมน์นิสต์บางคนเขียนบทความตำหนิภิกษุสงฆ์ที่อยู่นิ่ง ๆ ว่า “เปลืองข้าวสุก” ฉันข้าวชาวบ้านแล้วไม่ร่วมประท้วงขับไล่รัฐบาล
แต่คณะสงฆ์ส่วนใหญ่ที่รู้และเข้าใจในพระธรรมวินัยท่านก็นิ่ง ๆ มีส่วนน้อยที่กระโดดโลดเต้นไปตามกระแสการเมือง พระสงฆ์ส่วนน้อยนี่แหละที่ทำให้คนทั่วไปมองบทบาทและหน้าที่พระสงฆ์ผิดไป



                                                                                                               
 
พระสงฆ์ที่ยุ่งการเมืองส่วนใหญ่คือผู้ที่ไม่รู้และไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์อย่างลึกซึ้ง พระสงฆ์เหล่านี้แทนที่บวชแล้วจะศึกษาในพระธรรมวินัยคือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ซึ่งเป็นเรื่องของการลด ละ หรือดับกิเลส   แต่กลับไปศึกษาในกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเรื่องทางโลก แทนที่จะใส่ใจในธุระของสงฆ์แท้ ๆ 2 ประการ  คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ แต่กลับไปใส่ใจในการประท้วงขับไล่รัฐบาลซึ่งเป็นธุระหรือหน้าที่ของชาวโลกทั่วไป (ไม่ใช่กิจของสงฆ์) กิจของสงฆ์ไม่ใช่การขับไล่รัฐบาลที่ชั่วร้ายออกไป แต่คือการขับไล่กิเลสชั่วร้ายในใจของเราออกไป
 
 
ในวันบวชวันแรก รุ่งเช้าจะมีการสวดมนต์ทำวัตรเช้า ภิกษุสามเณรทุกรูปจะต้องสวดมนต์บทหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นการให้สัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพุทธองค์ว่า 
สัทธา อะคารัสมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา, ตัสมิง ภะคะวะติ พรัหมะจะริยัง จะรามะ, ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา, ตัง โน พรัหมะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ แปลว่า
เราทั้งหลายเป็นผู้มีศรัทธา (ในคำสอนของพระพุทธเจ้า) ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว ประพฤติอยู่ซึ่งพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ถึงพร้อมด้วยสิกขาและธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิตของภิกษุทั้งหลาย   ขอให้พรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นเทอญ.

         สำหรับภิกษุ-สามเณรที่ยังยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไปทำกิจกรรมการเมือง ถือว่าละเมิดพระธรรมวินัยร้ายแรงพอสมควร ถือว่าผิดหลักมัชฌิมศีลที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า  “ภิกษุเว้นขาดจากติรัจฉานกถา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธา แล้วยังประกอบติรัจฉานกถาเห็นปานนี้ คือ  พูดเรื่องพระราชา  เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์  เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอนเรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบทเรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้วเรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้นๆ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง”.


       
 
 
ในทางศาสนาแบ่งคนไว้ 2 ประเภทดังนี้ คือ
๑.     ชาวบ้าน เรียกว่า  อาคาริก  แปลว่า ผู้มีเรือน ผู้ที่ยังเกี่ยวข้องกับบ้านเมือง
๒.    นักบวช เรียกว่า อนาคาริก แปลว่า ผู้ไม่มีเรือน ผู้ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บ้านเมือง 
           พระภิกษุ-สามเณรนั้น เรียกว่า อนาคาริก เมื่อเป็นนักบวชแล้ว ก็ได้สิทธิพิเศษบางอย่าง อาทิ ไม่ต้องเสียภาษี นั่งรถเมล์ฟรีหรือครึ่งราคา ไม่ต้องไปเกณฑ์ทหาร รักษาพยาบาลฟรี แต่ก็ต้องแลกกับสิทธิ์บางอย่าง เช่น มีเมียไม่ได้ ไปลงเลือกตั้งไม่ได้ สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ต้องรักษาความเป็นกลางเอาไว้ ในรัฐธรรมนูญ (ปี 2540) มาตรา 106 บัญญัติไว้ว่า
บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งคือ
(1) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(2) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
(3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วย กฎหมาย
(4) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
          นั่นก็หมายความว่า ภิกษุไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง เมื่อไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ไม่มีสิทธิ์ไปเคลื่อนไหวทางการเมืองถอดถอนนักการเมืองที่ทุจริตได้ การทำอย่างนั้นเป็นหน้าที่ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่านั้น แม้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งแต่ไม่ไปเลือกตั้งก็ยังเสียสิทธิ์ 8 ประการนั้นไป                     
 
 
ภิกษุ-สามเณรนั้น เมื่อเป็นอนาคาริกแล้ว ต้องถือวินัยอีกข้อหนึ่งซึ่งสำคัญมาก คือ อนาคาริยวินัย” อนาคาริยวินัยนี่แหละไม่อนุญาตให้ภิกษุสามเณรออกไปดำเนินกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวใด ๆทางการเมืองได้เลย ถ้ารูปใดออกไปเคลื่อนไหวทางการเมือง คณะสงฆ์มีสิทธิ์สั่งให้สึกได้
อนาคาริยวินัยของพระมีดังนี้
๑. ปาฏิโมกขสังวร  คือการอยู่ในศีลทั้งหมด ๒๒๗ ข้อการผิดศีลข้อใดข้อหนึ่งก็ถือว่าต้องโทษแล้วแต่ความหนักเบา เรียงลำดับกันไปตั้งแต่ขั้นปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต เป็นต้น (ความหมายของแต่ละคำมีมาก จะไม่กล่าวในที่นี้)
๒. อินทรียสังวร คือการสำรวมอายตนะทั้ง ๕ และกาย วาจา ใจ ให้อยู่กับร่องกับรอยโดยอย่าไปเพลิดเพลินติดกับสิ่งที่มาสัมผัสเหล่านั้น
๓. อาชีวปาริสุทธิสังวร คือการหาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ นั่นก็คือการออกบิณฑบาตไม่ได้เรียกร้อง เรี่ยไรหรือเที่ยวขอเงินชาวบ้านมาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของตัวเอง

๔. ปัจจยปัจจเวกขณะคือการพิจารณาในสิ่งของทั้งหลายถึงคุณประโยชน์โดยเนื้อแท้ของสิ่งของเหล่านั้นอย่างแท้จริงโดยใช้เพื่อบริโภค เพื่อประโยชน์ ความอยู่รอด และความเป็นไปของชีวิตเท่านั้น

ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 20 (สมณสูตร) พระพุทธองค์ตรัสว่า
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย กิจของสมณะที่สมณะควรทำ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ
การสมาทานอธิศีลสิกขา ๑ การสมาทานอธิจิตตสิกขา ๑ การสมาทานอธิปัญญาสิกขา ๑ 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ ท่านทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
 เราจักมีความพอใจอย่างแรงกล้าในการสมาทานอธิศีลสิกขา
 เราจักมีความพอใจอย่างแรงกล้าในการสมาทานอธิจิตตสิกขา
 เราจักมีความพอใจอย่างแรงกล้าในการสมาทานอธิปัญญาสิกขา 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงศึกษาเช่นนี้แล ฯ
ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 12 (ปาสราสิสูตร ข้อที่ 313) พระพุทธองค์ตรัสว่า
 
พระผู้มีพระภาค จึงตรัสว่า ดีละภิกษุทั้งหลาย การที่พวกเธอผู้เป็นกุลบุตร ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา นั่งสนทนาธรรมีกถากัน เป็นการสมควร,
           พวกเธอเมื่อนั่งประชุมกัน ควรทำกิจสองอย่าง
คือสนทนาธรรมกัน หรือนั่งนิ่งตามแบบพระอริยะ


 
                                              
 

            สรุปว่า
๑.     การเมืองไม่ใช่เรื่อง ไม่ใช่ธุระ ไม่ใช่กิจ ไม่ใช่หน้าที่ของสงฆ์ 
๒.    รัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้พระไปเลือกตั้ง ส่วนอนาคาริยวินัยห้ามภิกษุยุ่งกับการเมือง
๓.    การสนับสนุนหรือยุยงให้พระยุ่งการเมือง คือการทำลายพระพุทธศาสนาทางอ้อม
๔.    หากใครคิดว่า “พระยุ่งกับการเมืองเป็นเรื่องที่ถูกต้อง” ให้กลับไปศึกษาอนาคาริยวินัยให้เข้าใจให้ถ่องแท้ 
 

 ป.ล. เมื่ออ่านและดูภาพจบแล้ว  ท่านเห็นว่า พระทำผิดหรือทหารทำไม่สมควร ประการใด
 ป.ล. โปรดแสดงความเห็นที่ด้านล่าง
(ภาพเหล่านี้เกิดในวันที่ 19 พ.ค. 53)

 




บทความธรรมะ

มรรค ๘
กาลามสูตร
พรหมวิหาร ๔
บุญกิริยาวัตถุ ๑๐
อคติ ๔
พุทธเจดีย์
คำบูชาพระธาตุ
กองทัพธรรม ทวงเขาพระวิหาร
สารคดีเทิดพระเกียรติ
การ์ตูน พุทธประวัติ
รู้....เสื่อม



[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (133875)

ถึงจะต้องอาบัติ แต่ไม่ถึงขั้นปาราชิก4 ข้อ  ขาดจากความเป็นภิกขุ  แก้ไขได้

ผู้แสดงความคิดเห็น บัญชา วันที่ตอบ 2010-05-28 09:20:34


ความคิดเห็นที่ 2 (133876)

พระภิกขุ รับเงิน รับอาหารแห้ง (ข้าวสาร)  ซื้อขาย แลกเปลี่ยน พูดกับมาตุคามในที่ลับหู ลับตา (ใช้โทรศัพท์มือถือ) ก็ต้องอาบัติเหมือนกัน

พระภิกขุ รับบาตรได้เต็ม 2-3 บาตร ถ้ารับยิ่งกว่านั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อรับเต็ม 2-3 บาตรแล้วนำออกจากที่นั้นแล้วพึงแบ่งปันกับภิกขุทั้งหลาย

ทหารควรตรวจว่าเป็นพระภิกขุ จริงหรือไม่ ถ้าเป็นพระจริง ก็นิมนต์ท่านกลับวัด ไม่ถึงกับต้องจับมัด  ถ้าเป็นพระภิกขุปลอมก็ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ผู้แสดงความคิดเห็น บัญชา วันที่ตอบ 2010-05-28 09:46:45


ความคิดเห็นที่ 3 (134669)

ถ้าให้ผมมองนะ

ที่บอกว่าห้ามยุ่งการเมืองเลยนั่นก็ไม่ถูกเสมอไป อริสโตเติล ยังกล่าวเลยนิว่า มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง โยมก็เป็นคน พระก็เป็นคน โยมก็อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระก็อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ถ้าสมมุตินะ พระไม่ยุ่งกับการเมือง สวดมนต์ ฉันเพล ฯลฯ อยู่แต่ในวัด ผมว่า มันก็ต้องมีคนด่าเหมือนเดิม ฉันข้าวญาติโยม ดันไม่ช่วยอะไรเลย กินแล้วนอนอยู่แต่กับวัด

แต่ถ้าออกมาอย่างนี้ก็ไม่เหมาะสมอย่างที่ว่านั่นแหละ ผมแค่ขอค้านที่ท่านบอกว่า พระไม่ควรยุ่งการเมืองเลย ท่านลองคิดดู ถึงแม้พระไม่ยุ่งการเมืองแล้วมีหลักรับประกันอะไรละที่จะไม่ให้การเมืองมายุ่งกับพระ บอกผมได้ไหมละ

ผู้แสดงความคิดเห็น ชาวพุทธ วันที่ตอบ 2010-10-02 17:07:48


ความคิดเห็นที่ 4 (136723)

มันไม่ใช่กิจของสงฆ์เค้า --  พระไม่ควรยุ่งเพราะเป็นเรื่องทางโลก ซึ่งเต็มไปด้วย กิเลส ตัณหา ความโลภ

หลักประกันไม่มีหรอกคับ  เพราะการเมืองคือการเปลี่ยนแปลงของทั้งประเทศ ซึ้งขอเน้นทั้งประเทศคับ

ทุกคนล้วนได้ปัญหาหมด แต่พระสงฆ์ก็ต้องรู้หน้าที่และขอบเขตของตัวเอง ไม่ควรไปขึ้นเวทีการเมือง เพื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์

พระสงฆ์ดำรงอยู่ซึ่งด้วยความเป็นกลาง ..

 

ถ้าคุณคิดว่าพระไม่ช่วยอะไรเลย กินนอนอยู่แต่ในวัด.. 

คุณกล้าไปบวชเป็นพระมั้ยล่ะ ถ้าคิดว่าสบายจริง คุณก็ไปบวชนะ หรือคุณยังตัดกิเลสไม่ได้ อยากจีบสาว อยากเที่ยว อยากกินเหล้า อยากเล่นเน๊ต อยากสนุกกับเพื่อนๆ หรือ สนุกกับ สาวๆ

คุณควรที่จะอยู่บ้านและยังมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือ ต่อสู้เพื่อประเทศชาติ ในทางการเมืองมากกว่า -- (ไปบวชซะ)

ผู้แสดงความคิดเห็น คนดี วันที่ตอบ 2010-12-20 06:44:34


ความคิดเห็นที่ 5 (137616)

จะอ้างเอาอริสโตเติลไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในเพศบรรพชิต โยมก็เป็นคน พระก็เป็นคนแล้วไปบวชทำไมถ้าอยากเล่นการเมือง และไม่ใช่กิน นอนอยู่วัด แต่พระมีกิจอันสูงส่งกว่าโยมในการศึกษาทางธรรม ปฏิบัติธรรม เพื่อบรรเทาหรือละซึ่งกิเลส ตัณหา อุปทานในทางโลก แล้วอย่ายุให้พระมาทำอะไรต่ำๆแบบที่พวกทางโลกเขาทำกันอีกนะ.....จะเป็นกุศลมาก

ผู้แสดงความคิดเห็น วิชัย วันที่ตอบ 2011-02-28 16:23:45


ความคิดเห็นที่ 6 (140288)

เห็นว่า    การที่พระออกไปร่วมชุมนุมนั้น  ถ้ามองเผิน ๆ ก็เป็นอย่างนั้นจริง  แต่หากมองให้เลิกซึ้งแล้วไซร์   ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน  หน้าที่ของพระทุกวันนี้ไม่ใช่มีเพียงแค่  ๒  อย่างที่คุณพูดนะ   ปัจจุบันนี้หน้าที่หรือภาระของพระท่านมีมากกว่าที่เรารู้เราซะอีก   อย่าพยายามนำเหตุการณ์ความเป็นอยู่ของพระในปัจจุบันนี้ไปเปรียบเทียบกับบทบาทหน้าที่ของพระสงฆ์เมื่อครั้งพุทธกาลเลย  ต่างกันลิบลับ    สมมตินะว่า  หากคุณเป็นพระแล้วเห็นคน(โยม)เดือดร้อนในเรื่องใด ๆ แล้วคุณจะนิ่งดูดายไม่ช่วยเหลือโยมเหล่านั้นหรืออย่างไรถามหน่อย  แต่ถ้าคุณไม่ช่วยก็ไม่ใช่พระอีกแหละ เพราะถือว่าละเลยต่อหน้าที่ของพระ

ผู้แสดงความคิดเห็น สัพพัญญู วันที่ตอบ 2011-09-10 11:01:14


ความคิดเห็นที่ 7 (140763)

มีหลาย ๆ ประเทศที่ไม่ให้พระยุ่งการเมือง พระพุทธศาสนาเกือบจะสูญหายไปจากแดนมนุษย์อยู่แล้ว ยังจะไม่ให้พระยุ่งกับการเมืองอีกหรือ วันนี้ผู้นำอ่อนแอ พระเข้ามายุ่งเพื่อต่อต้านเผด็จการ ก็ถือว่าดีแล้ว ถ้าให้อยู่ในวัดเฉยๆ เกิดได้ผู้นำถือศาสนาอื่น หรือไม่มีศาสนา พระพุทธศาสนาก็อยู่ไม่ได้ ไม่มีพระพุทธศาสนาสังคมก็อยู่ลำบาก เพราะมนุษย์จะเข่นฆ่า เบียดเบียนกัน เพราะไม่เชื่อบาป-บุญ ทุกวันนี้โลกวุ่นวายก็เพราะเหตุอันนี้ อย่าลืมว่าไม่มีศาสนาไหนในโลกที่เป็นศาสนาสากล เท่ากับพระพุทธศาสนา เพียงแต่คนเข้ากันไม่ถึงเท่านั้นเอง แม้พระบางรูปท่านจะยังเข้าไม่ถึงก็ตาม แต่ท่านก็พยามสืบทอดพระพุทธศาสนาไว้ เพื่อให้คนตาดี มีปัญญารุ่นหลังได้รับมรดก

ผู้แสดงความคิดเห็น คนไทย วันที่ตอบ 2011-11-09 14:54:40


ความคิดเห็นที่ 8 (141805)

 สมน้ำหน้าพระไทยอยากดังกัน

เห็นพระพม่าเข้าชมนุมกันก็อยากดังอยากชุมนุมบ้างทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ กงการอะไรของตัวเองแท้   อยู่อย่างวางเฉยแบบพุทธไม่ได้ก็ควรจะสึกไปซะผมว่า

ผู้แสดงความคิดเห็น ้onisuka1669 (onisuka1669-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-02-23 14:08:33


ความคิดเห็นที่ 9 (142049)

แม้...ไอ้พวกนี้มันชั่ง .. ส่วนที่ท่านผิดก็ผิดสิ ที่ท่านไปเดินขบวนขึ้นเวที ก็ว่าไป แล้วที่บอกว่า การเมืองไม่ใช่กิจของสงฆ์ พวกนักการเมืองชาวมาบัญญัติขึ้นเอง ท่านต้องมีส่วนร่วมสิ แต่อยู่ในฐานะผู้ให้คำปรึกษา เตือนสติ สิ่งไหนผิดถูก จบ.. เเล้วก็อย่าไปว่าท่าน เดี่ยท่านถามมาอีกว่า การเมืองไม่ไห้ผมยุ่ง เเล้วทำไมให้เกณฑ์ทหารละ 

ผู้แสดงความคิดเห็น อุบาสก วันที่ตอบ 2012-03-20 19:43:54


ความคิดเห็นที่ 10 (142083)

  การเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องที่บอกว่ายุ่งได้หรือไม่ได้ เพราะความจริง คนเราคือสัตว์สังคม มิใช่่สัตว์การเมือง

การที่อ้าง่คำสอนที่ผิดๆ มั่วๆ จนทำให้การปกครองของเราต้องเสื่อมลงด้วยความคิดของนักประชาธิปไตยที่สวนทางกับหลักธรรม ทำให้เกิดการใช้เสรีภาพเกิดขอบเขต การที่จะเป็นนักประชาธิปไตยนั้น ความจริงมันชัดเจนก็คือ ประชาชนเป็นใหญ่ แต่ในความจริงประชาชนเป็นใหญ่ หรือธรรมเป็นใหญ่

พระที่มีธรรมนำหน้าการทำกิจของพระนั้น แต่กลับหันหลังให้กับธรรม อ้างว่าตนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งความจริงก็ถูกแต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการก่อการกบฎ ดังนั้นพระจึงต้องอยู่ในธรรม ธรรมต้องอยู่เหนือสังคม ต้องคอยชี้นำสังคมให้สงบร่มเย็นได้

พระที่ขาดธรรม จะอ้างการเมือง

พระที่มีธรรม จะทำงานเพื่อสังคมส่วนร่วม โดยปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนรักใคร่กลมเกลียวกัน มิใช่เอาความสูงต่ำดำขาวมาเป็นปมด้อยทางการเมืองก่อนการดึงฟ้าให้ต่ำดันดินให้สูง

พระที่อ้างเครือข่ายวัฏฏะ ผมว่าเป็นพระที่อ้างเอาคำสอนของพระพุทธองค์มาหากินทางการเมือง พระกับความจริงวันนี้

พระเลวกว่าหมา พระที่น่าเคารพมีน้อยกว่าพระที่ออกบิณฑิตบาตรตามโครงการของรัฐบาลเสียอีก

พระจึงเป็นเพียงการโชว์พลังของนักการเมืองว่าอยู่เหนือพระสงฆ์ โดยปราศจากการเคารพสักการะ แต่เป็นเพียงแค่การสักแต่กราบไหว้หลอกให้เชื่อว่า คนที่มาบวชตามโครงการของรัฐบาลนั้นเป็นพระที่สมบูรณ์

ซึ่งพระในโครงการของรัฐบาลนั้น ก็ไม่รู้ว่า ทำไมทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงนำการเมืองมาแทรกแซงสังคมพระ แทนที่จะมองว่ากิจของสงฆ์ คนจะบวช ต้องประกอบกันเข้าด้วยความสมัครใจ ความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา และผู้ปกครองยอมรับให้บวชได้

ดังนั้น ณ วันนี้ การบวชจึงไม่ใช่การเคารพซึ่งกันและกันระหว่างพ่อแม่ลูกและต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งถือเป็นประเพณีปฏิบัติของชาวพุทธในไทยมาแต่ช้านาน แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นการบวชเพื่อบังหน้า เพื่อโอ้ฐานะ เพื่อเข้าสังคมได้ เพื่อล้างมลฑิลทางการเมือง และเพื่อเล่นการเมืองเป็นสะส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกที่พระจะทำชั่วได้ด้วยการห่มผ้าเหลืองเพื่อเอาตัวรอด

ผู้แสดงความคิดเห็น ชานบ้านชานเมือง วันที่ตอบ 2012-03-28 15:21:36


ความคิดเห็นที่ 11 (145112)

ไม่ต้องหาเหตุผลหรือความรู้สึกอะไรทั้งนั้นครับ พระวินัยบัญญัติไว้หมดแล้ว ที่หาเหตุผลต่างๆนาๆเพื่อให้พระข้องเกี่ยวการเมืองได้เช่น

หากคุณเป็นพระแล้วเห็นคน(โยม)เดือดร้อนในเรื่องใด ๆ แล้วคุณจะนิ่งดูดายไม่ช่วยเหลือโยมเหล่านั้นหรืออย่างไรถามหน่อย แต่ถ้าคุณไม่ช่วยก็ไม่ใช่พระอีกแหละ เพราะถือว่าละเลยต่อหน้าที่ของพระ

ผู้แสดง

แม้แต่เดือดร้อนมาก็ต้องรู้ว่าเรื่องอะไร เช่น ถ้าผัวเมียทะเลาะกันแล้วให้เขาคืนดีกัน แม้ทำถูกความรู้สึกเราแต่ก็ผิดวินัยร้ายแรงทางพุทธศาสนาครับ ถ้ายึดติดความรู้สึกของตนเองมันจะเกิดความคิดที่ผิดเพี้ยนเพราะแต่ละคนความคิดแตกต่างกัน เหมือนพุทธศาสนาเลยแบ่งเป็นหลายนิกาย ก็เพราะความรู้สูกที่แตกต่างนั่นเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น เถรวาท วันที่ตอบ 2014-01-24 11:52:36



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





dot
ไตรรัตน์ฉบับล่าสุด
dot
bulletทดสอบ1
dot
ธรรมะ
dot
bulletพระบรมสารีริกธาตุ
bulletธรรมะกับชีวิต
bulletคำขอขมาและอธิษฐานจิต
bulletไหว้พระหน้าคอม
bulletนั่งสมาธิหน้าคอม
bulletการเมือง ไม่ใช่เรื่องของสงฆ์
dot
กองทัพธรรม ธรรมยาตรา
dot
bulletไทย - กัมพูชา (2551)
bulletไทย - ลาว (2551)
bulletไทย - พม่า (2551)
bulletไทย - กัมพูชา (2550)
bulletไทย - ลาว (2552)
bulletไทย-เขมร 1 ม.ค. 2552
bullet ไทย-เขมร 1 ม.ค. 2553
bulletกฐินสามัคคี ไทย - ลาว 2553
bulletพระปฐมเจดีย์ - พุทธมณฑล
bulletกองทัพธรรม ธรรมยาตรา 2555
dot
ธรรมจาริก
dot
bulletธรรมจาริก สงกรานต์ 2553
bulletกองทัพธรรม ศรีสัชนาลัย 52
bulletกองทัพธรรม ศรีสัชนาลัย 53
bulletBrochure ศรีสัชนาลัย 2553
bulletภาพรวมทั้งหมด
dot
องค์กรด้านศาสนา
dot
bulletกรมการศาสนา
bulletสนง.พุทธศาสนาแห่งชาติ
bulletแม่กองบาลี
bulletแม่กองธรรม
bulletม.มหามกุฎราชวิทยาลัย
bulletม.มหาจุฬาลงกรณ์ ฯ
bulletอาณาจักรล้านช้าง
bulletวัดสีสะเกด
dot
Link วัดที่น่าสนใจ
dot
bulletวัดปากน้ำ-ภาษีเจริญ
bulletวัดพระเชตุพน(วัดโพธิ์)
bulletวัดบวรนิเวศวิหาร
bulletวัดเบญจมบพิตร
bulletวัดโสมนัสวรวิหาร
bulletวัดอัมพวัน(หลวงพ่อจรัญ)
bulletวัดญาณเวศกวัน
bulletวัดอรุณราชวราราม
bulletวัดนาคปรก
bulletวัดพระบาทน้ำพุ
bulletวัถถ้ำเมืองนะ
bulletวัดเชิงหวาย
bulletวัดเกาะ(ลำปาง)
dot
วัดเครือข่าย
dot
bulletวัดป่าเขาโต๊ะ จ.สุรินทร์
bulletวัดเขาแหลมรัตนมุนี
bulletวัดพระพุทธบาทเขาหนาม
bulletวัดจอมคีรีนาคพรต
bulletภูทอก หนองคาย
bulletวัดพระธาตุหินกิ่ว
bulletเขาหน่อ นครสวรรค์
bulletวัดเขาพระอังคาร
bulletวัดอาฮงศิลาวาส
bulletวัดไทยวัฒนาราม
bulletวัดโพธิคุณ
bulletวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์
bulletหลวงพ่อปากแดง
bulletวัดใหญ่ทักขิณาราม
bulletเขาคิชฌกูฎ (หลวงพ่อเขียน)
bulletวัดพระเจดีย์ชัยมงคล
bulletบรมพุทโธ (วัดป่ากุง)
bulletพระปฐมเจดีย์
dot
ทั่วไป
dot
bulletดังตฤณ
bulletสถานที่ปฏิบัติธรรมยอดนิยม
bulletลานธรรมจักร
bulletศูนย์กัมพูชาศึกษา
bulletหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ
bulletกองทัพธรรม ของพันธมิตร
bulletทักษิณ ชินวัตร อ่านอะไร
bulletสอนอย่างไร ให้ถึงฝัน
dot
จังหวัด
dot
bulletกรุงเทพมหานคร
bulletนครราชสีมา
bulletสุรินทร์
bulletหนองคาย
bulletเวป 76 จังหวัด
dot
เกจิ - อาจารย์
dot
bulletหลวงปู่ทวด
bulletหลวงปู่โต พรหมรังษี
bulletหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ
bulletหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ
bulletหลวงพ่อจรัญ สอนกรรมฐาน
bulletBuddha's Lost Children
dot
Headline
dot
bulletLife of the Buddha (BBC)
bulletLife of the Buddha (Eng)
bulletLife of the Buddha (Thai)
bulletสารคดี เจ้าแม่กวนอิม
bulletอหิงสกะ & องคุลิมาล
bulletพระจักษุธาตุ
dot
พระพุทธรูปสำคัญ
dot
bulletพระพุทธรูป 66 ปาง
dot

dot


free counters


Copyright © 2010 All Rights Reserved.