ReadyPlanet.com
dot
dot dot
พระธาตุหลวง

พระธาตุหลวง


พระธาตุหลวง หรือ พระเจดีย์โลกะจุฬามณี เป็นปูชนียสถานอันสำคัญยิ่ง แห่งนครหลวงเวียงจันทน์ มีประวัติกล่าวไว้
ในหนังสือนิทานอุรังคธาตุได้สร้างขึ้นในสมัยเดียวกันกับการตั้งเมืองเวียงจันทน์ครั้งแรก หลักจากการสร้างพระธาตุพนมแล้ว ผู้สร้างครั้งแรก คือ พระเจ้าจันทบุรีประสิทธิศักดิ์
เจ้าครองนครเวียงจันทน์พระองค์แรก พร้อมกับพระอรหันต์ 5 องค์ ดังมีข้อความกล่าวไว้ในหนังสือ อุรังคนิทาน ซึ่งขอคัดเอาแต่ใจความสำคัญมากล่าวให้ฟังดังนี้
“เมื่อพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรินิพพานแล้วได้ 8 ปีกว่า พระมหากัสปะ เถระ ได้นำเอาอุรังคธาตุคือกระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้า มาประดิษฐานไว้ที่ ภูกำพร้า ซึ่งเรียกว่า
“ดอยกะปะนะคีรี(พระธาตุพนมในปัจจุบัน) ในการก่อสร้างพระธาตุครั้งแรกที่ภูกำพร้านั้นได้มีพระกษัตริย์ 5 นครมาร่วมชุมนุมกันคือ
1. พระยาสุวรรณพิงคาน เจ้าเมืองหนองหานหลวง
1. พระคำแดง เจ้าเมืองหนองหานน้อย
1. พระยานันทะเสน เจ้าเมืองมะรุกขนคร (คือท่าแขก)
1. พระยาอินทะปัตถะนคร เจ้าเมืองอินทปัตยะ ประเทศเขมร
5. พระยาจุลณีพรมหัสดี เจ้าเมืองแก้วประกัน (แขวงเชียงขวาง)
ต่อมาพระยาสุวรรณพิงคาน เมืองหนองหานหลวง และพระยาคำแดง เมืองหนองหาน้อย ได้สวรรคต เลย เกิดน้ำท่วมเมืองทั้งสอง ชาวเมืองทั้งสองจึงอพยพหนีขึ้นมา
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง โดยมีท้าวคำบาง ซึ่งเป็นน้าของ พระสวรรณพิงคาน เมืองหนองหานหลวง ได้นำบ่าวไพร่และบริวารขึ้นมาตั้งเมืองใหม่ อยู่ริมห้วยเก้าเลี้ยว ใกล้กับแม่น้ำโขง
ใส่ชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองสุวรรณภูมิ ส่วนบ่าวไพร่บริวาร ก็แยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือนในบริเวณรอบ ๆ นั้น
     ในเวลานั้น มีชายคนหนึ่งชื่อ “บุรีจันทน์” ได้พาญาติพี่น้องมาตั้งบ้านอยู่ริมร่องแก ปากหนองคันแทเสื้อน้ำ ซึ่งเรียกว่า “บ้านหนองคันแทเสื้อน้ำ” ในปางนั้น
พระอรหันต์สององค์ เดินทางมาเผยแผ่ที่บ้านหนองคันแท องค์ชื่อ พระมหาพุทธวงศ์ พักอยู่ที่ริมแม่น้ำโขง และอีกองค์ขื่อ พระมหาสัสดี พักอยู่ป่าโพน เหนือน้ำบึง
(อาจจะเป็นวัดพระธาตุฝุ่นในปัจจุบันนี้) บุรีจันทน์ หัวหน้าหมู่บ้านหนองคันแท ได้เป็นผู้อุปฐาก พระอรหันต์สององค์นี้
     ในสมัยเดียวกันนี้ ทางเมืองสาเกตุนคร (เมืองร้อยเอ็ดในปัจจุบัน) เกิดความวุ่นวาย เนื่องด้วยมีข้าศึกจาก กุรุนนคร คือ ทวาราวดีอยุทธยา ยกทัพมาตี ชาวเมืองสาเกตุนคร
จึงแตกหนีขึ้นมาพึ่งบารมีท้าวคำบาง มีหมื่นหลวงกางโฮง กับ หมื่นนันทะอาฮามได้พาเอา เจ้าสังขวิชากุมาร กับครอบครัวบ่าวไพร่สองแสนคนหนีขึ้นมา ในเวลานั้น เจ้าสังขะวิชา
ได้พาบ่าวไพร่แสนคนตั้งอยู่บ้าน หนองคาย และขยายมาตามริมแม่น้ำโขง ถึงห้วยบังพวน หมื่นหลวงกางโฮง พาครอบครัว 50,000 คน มาตั้งอยู่ห้วยคุคำ หมื่นนันทะอาฮาม
พาครอบครัว 50,000 คน มาตั้งอยู่ริมห้วยนกยุง หรือห้วยน้ำโมง บริเวณนี้จึงมีคนอยู่หนาแน่นต่อมา
    ต่อมา บุรีจันทน์ หัวหน้าบ้านหนองคันแท ได้แต่งงานกับนางอินทะสว่าง ธิดาของ ท้าวคำบาง เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ แล้ว บุรีจันทน์ จึงตั้งบ้านหนองคันแทขึ้นเป็นเมืองเรียกว่า
“ เมืองจันทบุรี” ตามนามของตน เมื่อจันทบุรี ตั้งเมืองขึ้นแล้ว ขึงจัดแจงแต่งเครื่องราชบรรณาการ ไปถวาย พระเจ้าสุมิตตะธรรมวงศ์ พระเจ้าแผ่นดินแห่งเมือง
มะรุกขนคร(คือเมืองท่าแขก หรือ ศรีโคตรบูรณ์) องค์เป็นเจ้าแผ่นดินเอกราช พระเจ้าสุมิตตะธรรมวงศ์ จึงแต่งตั้งให้พราหมณ์ 5 คน ขึ้นมาอภิเษกบุรีจันทน์ ให้เป็น
เจ้านครจันทบุรี มีพระนามว่า “พระเจ้าจันทบุรีประสิทธิศักดิ์” พร้อมกันนี้ ยังได้พระราชทานนางกัลยานี ที่เป็นเชื้อชาติแขกมาให้สองนาง แล้วพระเจ้าสุมิตตะธรรมวงศ์
จึงกำหนดเขตแดนเมืองจันทบุรี ให้คือ “ทางใต้นับจากแม่น้ำกระดิ่งขึ้นมา และฟากแม่น้ำโขง นับแต่ห้วยบางปาดขึ้นมา”
     บุรีจัทน์ เมื่อได้ครองนครเวียงจันทน์แล้ว จึงสร้างสะพานข้ามน้ำบึงไปหาบ้านเก่า และสร้างวัดขึ้นในบ้านเก่านั้น เรียกว่า “วัดสวนอ่วยล่วย” แห่งหนึ่ง สร้างวิหารขึ้นอีก 4 หลัง
ที่ป่าใต้ และป่าเหนือ สำหรับให้พระอรหันต์ 4 องค์นั้นอยู่
    ต่อมาพระมหาพุทธวงศ์จึงไปนำเอาพระธาตุพระอรหันต์ มาบันจุไว้ในวัดป่ามหาพุทธวงศ์ ได้ถมดินลงลึก 5 วา กว้าง 3 วา ก่อด้วยอิฐแดงเป็นรูปปราสาท เอาแผ่นเงินเรียงปูรองไว
้ จึงเอาธาตุลงบรรจุ แล้วเอาหินถมให้แน่น และ ฝั่งหลักศิลาหมายไว้ และหลักศิลานั้น สูง 3 วา กว้าง 1 วา
     ในกาลต่อมา จึงมีพระอรหันต์ 5 องค์ ได้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า มาจากเมืองราชคฤชค์ ประเทศอินเดีย พระธาตุที่นำมานั้น คือ พระธาตุหัวเหน่า 27 องค์
พระธาตุแข้วฝาง(เขี้ยวฝาง) 7 องค์ พระธาตุฝ่าตีนขวา 9 องค์ เวลาพระอรหันต์ 5 องค์มานั้น ได้ผ่านมาทางเมืองละโว้ (ลพบุรี) และเมืองโคราช แล้วได้เอาพระบรมธาตุไป
บรรจุไว้ในที่ต่าง ๆ ดังนี้
     พระธาตุหัวเหน่า บรรจุไว้ที่ภูเขาหลวง หรือภูเขาลวง(เข้าใจว่าเป็นพระธาตุหลวง) เพราะในศิลาจารึกพระธาตุหลวงเรียกว่า “คุยหะถูปาโย” แปลว่า
“ ที่ลับคือกระดูกหัวเหน่า” แต่ในหนังสือตำนานพระธาตุบังพวน อยู่บ้านห้วยบังพวน จังหวัดหนองคาย ที่เขียนเป็นอักษรธรรม “เรียกว่าภูเขาลวง คำว่า ลวง แปลว่านาค
ดังนั้นภูเขาลวงอาจจะแปลว่า “โพนนาค” หรือโพนชื่อนาค ก็ได้
พระธาตุฝ่าตีนขวา บรรจุไว้ที่เมืองหล้า หนองคาย (พระธาตุกลางน้ำ)
พระธาตุแข้วฝาง บรรจุไว้ที่ เวียงงัว และท่าหอแพ (บ้านปะโค เวียงคุก)
ในการบรรจุพระธาตุหัวเหน่า 27 องค์ ไว้ที่ภูเขาลวงนั้น พระเจ้าจันทบุรีประสิทธิศักดิ์ เจ้านครเวียงจันทน์ ได้เป็นประธาน พระองค์ได้ให้ก่อุโมงค์หินคร่อมไว้ เต้าฝาอุโมงค
์ทั้งสี่ด้าน กว้างด้านละ 5 วา หนา 2 วา และสูงได้ 4 วา 3 ศอก เมื่อได้ทำการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้ว พระเจ้าจันทบุรี จึงได้มีพระราชดำรัสให้เสนาอำมาตย์สร้างวิหาร
ขึ้นในเวียงจันทน์ 5 หลัง เพื่อให้เป็นที่อยู่จำพรรษาของ พระอรหันต์ 5 องค์นั้น
     ครั้นต่อมาพระอรหันต์ 2 องค์ที่อยู่ก่อนนั้น คือพระมหาพุทธวงศ์ ที่อยู่วัดป่ามหาพุทธวงศ์ และพระมหาสัสดี ก็ถึงแก่ปรินิพพาน พระเจ้าจันทบุรี ได้กระทำการฌาปณกิจศพ
แล้วได้นำเอาพระอัฐิธาตุของพระอรหันต์ 2 องค์ มาบรรจุไว้ ในวัดสวนอ่วยล่วย ที่พระองค์ได้สร้างไว้
      ตามประวัตินี้ พระธาตุหลวงองค์เดิม ที่พระยาจันทบุรีสร้างนี้ จึงสูงเพียงแค่ 4 วา 3 ศอก และกว้างด้านละ 4 วา เท่านั้น
ประวัติศาสตร์การสร้างเวียงจันทน์ และพระธาตุหลวงเวียจันทน์ ตั้งแต่ดั้งเดิมนั้น คือ พระเจ้าจันทบุรีประสิทธิศักดิ์ (บุรีอ่วยล่วย) และได้สร้างขึ้น ระหวาง พ.ศ. 238
ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ในสมัยต่อมา ชื่อเสียงของนครเวียงจันทน์ ก็ไม่ได้ปรารฎในหนังสือเรื่องใดอีก ทั้งความสำคัญของเวียงจันทน์และเหตุการณ์บ้านเมือง
ในเขตนี้ไม่มีเรื่องราวใดกล่าวถึงเวียงจันทน์ ถึงอยางไรก็ตาม เมืองเวียงจันทน์ก็ยังคงเป็นเมืองอยู่อย่างนั้น เพราะว่า ใน ปี พ.ศ. 2828 เมื่อพ่อขุนรามคำแหง ได้ครองกรุงสุโขทัย
พระองค์ได้ทำศิลาจารึกบอกเขตแดนเมืองสุโขทัยไว้ว่า “ เขตแดนเมืองสุโขทัยนี้ ด้านตะวันออก ถึงเวียงจันทน์ เวียงคำ เป็นที่แล้ว” ตามจารึกนี้เป็นเวลาก่อนที่เจ้าฟ้างุ่มจะมาตี
เวียงจันทน์ และเวียงคำ ถึง 72 ปี ฉะนั้นจึงแสดงให้เห็นว่า เวียงจันทน์ เวียงคำนีเป็นเมืองเก่าแก่มีชื่อมาแล้วแต่โบราณนับเป็นพัน ๆ ปี ดังมีรายชื่อเจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์ตาม
ที่สืบรู้ในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สมัยเจ้าฟ้างุ่มลงมา

1. ท้าวเชียงมุง เป็นเจ้านครเวียงจันทน์ พ.ศ. 1899
2. พระเจ้าฟ้างุ่มตีเวียงจันทน์ได้ ได้ตั้งให้ บาคุ้ม เป็นหมื่นจัน และเป็นเจ้านครเวียงจันทน์แทน ท้าวเชียงมุง
3. ท้าววังบุรี โอรสของพระยาสามแสนไท ได้รับตำแหน่งเป็น พระยาเมืองขวา ครองนครเวียงจันทน์ ในระหว่าง พ.ศ. 1960 ท่านผู้นี้ได้สร้างวัดสีหอม ครอบ อัฐิพระนางมหาไก
น้องสาว (ท้าววังบุรี ได้เป็นพระเจ้าไชยะจักรพรรดิ์แผ่นแผ้ว)
4. เจ้าชายมุ่ย (โอรสของใคร ไม่ปรากฎ) เป็นเจ้าเวียงจันทน์ ระยะหนึ่งแต่ถูกพระเจ้าไชยะจักรพรรดิ์ กำจัดเสีย
5. พระยาจันทงอก (หลานพระเจ้าไชยจักรพรรดิ์ ในระหว่าง พ.ศ.2044
6. พระยาแสนสุรินทะลือไชย (ท่านผู้นี้เป็นคนเมืองหนองคาย ภายหลังมาได้เป็นเจ้าแผ่นดินเวียงจันทน์ สืบต่อจากพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช)
7. พระยาสุริสัทธรรมไตรโลก ( พ.ศ. 2093) ท่านผู้นี้สร้างวัดจันทบุรี และวัน เพียวัด
        ปี พ.ศ. 2103 สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ลงมาตั้งนครเวียงจันทน์ขึ้นเป็นนครหลวงของประเทศใส่ชื่อว่า “ นครเวียงจันทบุรีศรีสัตตะนาคนหุตอุตมะราชธานี”
แล้วถึงปี พ.ศ.2109 พระองค์จึงได้สร้างพระธาตุหลวงขึ้น ในพระราชอุทยานด้านตะวันออกของเมือง โดยสร้างครอบพระธาตุเก่าลูกหนึ่งที่มีมาแต่โบราณ

     การลงมือสร้าง พระองค์ได้มีพระราชโองการประกาศข่าวให้ประชาชนราษฎรลาวทั่วทั้งแผ่นดินสองฟากฝั่งแม่น้ำพากันมาสร้างสัญลักษณ์แห่งความหมายว่าพระธาตุ
ใหญ่องค์นี้คือแรงงานและน้ำใจของชาวลาวร่วมกันเข้าเป็นหนึ่งเดียวและใหญ่โตมโหฬารกว่าพระธาตุใด ๆ ในแผ่นดินรหือชมพูทวีป เริ่มในวันเพ็ญ เดือนอ้าย พระองค์ทั้งเป็น
ผู้นำในการก่อสร้าง และนำทัพออกสงครามเพื่อปกป้องรักษาแผ่นดิน
     พอสร้างพระธาตุหลวงเสร็จแล้ว จึงขนานนามพระธาตุนี้ว่า “ พระธาตุเจดีย์โลกจุลมณี” หรือ “พระธาตุใหญ่” แต่คนส่วนมากมักเรียกว่า “พระธาตุลวง” เพื่ออนุรักษ์รักษาให้พระธาตุสภาพเป็นปกติอยู่เสมอพระองค์มีพระราลโองการให้ 35 ครอบครัว อยู่เฝ้ารักษา ซึ่งพระองค์อุทิศไร่น่าให้ทุกครอบครัว เพื่อทำมาหากิน
รูปลักษณของพระธาตุหลวง
เป็นพระธาตุใหญ่สูง 45 เมตร รูปลักษณะคล้ายดอกบัวตูม อันหมายถึงสัญลักษณ์คำสอนของพระพุทธเจ้า มีพระธาตุเล็กอยู่บนพระธาตุใหญ่ชั้นที่สอง รองทั้งสี่ด้าน มี 30 องค์เรียกวา “สัมมติงสบารมี”อยู่ในธาตุองค์เล็กทั้ง 30 องค์นี้ ผู้สร้างได้นำเอาทองคำมาหล่อเป็นรูปพระธาตุเล็ก ๆ 30 องค์ แต่ละองค์หนัก 4 บาท และเอาทองคำมาตีเป็นแผ่น รุปลักษณะเหมือนใบลาน เรียกว่า “ลานคำ” 30 แผ่น แต่ละแผ่นยาวศอกกำมือ (คือวัดศอก โดยกำมือไว้ ไม่วัดจากปลายมือ กำมือแล้วยื่นนิ้วก้อยออกมา วัดที่สุยปลายนิ้วก้อยเท่านั้น) แล้วเขียนคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลงในใบลานคำทุกใบว่า “เยธัมมา เหตุปปัพวา เตสัง เหตุง คถาคโต เตสัญจะ โย นิโรโธ จะ เอวัง วาทิ มหาสมโณ” แปลว่า “ธรรมทั้งหลายเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้า ตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และเพราะเหตุเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสเช่นนี้”
แล้วเอาทองคำและใบลานลงไว้ในพื้นธาตุเล็ก ทั้ง 30 องค์ การที่ได้สร้างพระธาตุขนาดเล็กนี้ขึ้นมา มีความหมายว่า “ผู้ที่จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น จะต้องได้สร้างคุณงามความดีไว้ให้ถึง 30 ประการ มีทานบารมี เป็นต้น จนถึงอุเบกขา ปรมัตถบารมีเป็นปริโยสาน
     รูปชั้นล่างสุดเป็นฐานพระธาตุ 4 เหลี่ยม ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกยาวด้านละ 69 เมตร ส่วนทางทิศเหนือและทาสทิศใต้ยาวด้านและ 68 เมตร
ด้านล่างมีใบเสมรอบ 4 ด้าน มีทั้งหมด 323 ใบ มีหอไหว้ทั้ง 4 ด้าน มีบันใดขึ้นหอไหว้ทุกหอ ที่หอไหว้ทิศตะวันออก ชั้นบนขึ้นไป มีธาตุเล็กองค์หนึ่งที่มีลวดลายสวยงาม และได้สร้างหอครอบไว้อีกชั้นหนอ หอที่สร้างครอบมีลวดลายวิจิตรสวยงามเช่นเดียวกัน ธาตุเล็กนี้เรียกว่า “ พระธาตุศรีธรรมทายโลก
ด้านที่สอง ถัดจากหอไหว้ขึ้นไป แต่ละด้านยาว 48 เมตร มีกลีบดอกบัวล้อมรอบ ทั้งหมดมีจำนวน 120 กลีบ ภายในกลีบดอกบัวทำด้วยกระดูกงู (เส้นลวดเป็นขอบล้อมทั้ง 4 ด้าน) แล้วตั้งใบเสมาบนกระดูกงูนั้น ใบเสมาในชั้นนี้ จำนวน 228 ใบ ตรงกลางใบเสมาทุกใบเป็นโพลง(ไม่ทะลุ) สำหรับใส่พระพิมพ์ใบละองค์ บนชั้นนี้มีประตูโขงตรงกับทางขึ้นหอไหว้ทั้ง 4 ด้านพอเข้าไปที่ประตูโขงนั้นก็จะพบพระธาตุบารมีที่กล่าวแล้ว และธาตุบารมีก็มีชื่อเรียกทุกองค์ คือเริ่มแต่ทานบารมี ทานอุปบารมีในจนครบ ทั้ง 30 องค์
ชั้นที่สาม สร้างขึ้นถัดจากพระธาตุองค์เล็ก 30 องค์นั้น ขึ้นไปบนชั้นนี้จะเห็นว่า มีความกว้าง ด้านละ 30 เมตร พื้นด้านที่สามนี้ มีรูปลักษณะเป็นหลังเต่า หรือโอคว่ำ (ขันตักน้ำคว่ำ) อยู่บนชั้นหลังเต่า เป็นฐานของยอดพระธาตุ มีรูปเป็นสี่เหลียมล้อมรอบด้วยกลีบดอกบัวใหญ่ ซึ่งมีปลายกลีบเริ่มบานออก ถัดจากดอกบัวไปจึงมีรูปรัดเอว เหนือจากที่รัดเอวไปจะเป็นฐานจอมธาตุ ฐานนี้จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมเหวอ (บาน) ขึ้นด้านบนนิดหน่อย ต่อจากฐานนี้ คนโบราณเรียกว่า “ดวงปี” ดังมีอยู่ในคำกลอนว่า “เจดีย์ดิ้ว ดวงปีพ้นพุ่ง” อยู่บนดวงปี จึงเป็นสเวตฉัตรเป็นยอดพระธาตุที่สูงสุด”
     อยู่รอบฐานะพระธาตุ ก็ได้สร้างบริเวณล้อมรอบติดกันทั้ง 4 ด้าน มีประตูเข้าทั้ง 4 ด้าน ประตูอยู่ระหว่างกลาง บริเวณแต่ละด้านพอดี บริเวณยาวด้านละ 91 เมตร 75 เซนติเมตร
นอกบริเวณทางทิศเหนือ และทางทิศใต้ มีวัดสำหรับพระภิกษุสามเณรอยู่อาศัย เรียกว่า “วัดธาตุหลวงเหนือและวัดธาตุหลวงใต้”
ประเพณีนมัสการพระธาตุหลวง
ประเพณีบุญนมัสการพระธาตุหลวงนี้ ได้ทำสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณกาล โดยมีพระมหากษัตริย์องค์เป็นประมุขของชาติทรงเป็นประทาน จึงนับว่าบุญนมัสการพระธาตุหลวงนี้เป็นบุญของหลวง โดยแท้
ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 12 ตอนบ่ายประชาชนทุกภาคส่วน มารวมกันที่ วัดศรีสัตนาค เพื่อแห่ปราสาทผึ้ง และต้นกัลปพกฤษ์ ไปทอดถวายที่วัดศรีเมืองอนค่ำมีงานมหรสมโภชน์ตลอดทั้งคืน
วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12 ตอนเช้า ทำพิธีดื่มน้ำพระพิพัธสัจจาอยู่สิมวัดองตื้อ ผู้ที่เข้ารับน้ำสาบาน มีตั้งแต่ระดับหัวหน้าขึ้นไป ถึงคณะรัฐมนตรี
ตอนบ่าย 2 โมง ประชาชนทุกภาคส่วนตั้งขบวนแห่ปราสาทผึ้ง และต้นกัลปพฤกษ์ ออกไปธาตุหลวง
เวลาบ่าย 3 โมง ประมุขรัฐ และเจ้านาย ทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ออกไปสู่พระธาตุหลวง เพื่อเป็นเกียรติแห่ปราสาทผึ้งเดินรอบบริเวณพระธาตุหลวงร่วมกับประชาชนที่มาจากทั่วสารทิศ เมื่อเวียนครบ 3 รอบแล้วก็ทำพิธีถวาย ถึงเวลากลางคืนก็มีมหรสพคบงัน
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตอนเช้ามีการทำบุญตักบาตในบริเวณพระธาตุ แล้วฟังพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ ตอนกลางคืนฉลองเป็นวันสุดท้าย
วันแรม 1 ค่ำ เดือน 12 เสร็จงานจากพระธาตุหลวงแล้ว ก็มีการแห่ปราสาทผึ้งมาถวายที่วัดองค์ตื้อ และวัดอินแปง อีกจึงจะถืองานนมัสการพระธาตุหลวงเสร็จสิ้นสมบูรณ์……





เมนูวัดด้านล่าง
พระพุทธวิปัสสี
ประวัติวัดสีสะเกด
ประวัติพระใส
ปู่บุญเหลือ
ประสาทหินพิมาย
คำชะโนด
วัดโพธิ์ชัย
วัดองค์ตื้อ
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7
พระพุทธรูป 66 ปาง
test
มหาอุเทน ปญฺญาปริทตฺโต
พระลาว
ผ้าในราชสำนักสยาม
รูปข้าง1
นาฬิกาล่าง



dot
ไตรรัตน์ฉบับล่าสุด
dot
bulletทดสอบ1
dot
ธรรมะ
dot
bulletพระบรมสารีริกธาตุ
bulletธรรมะกับชีวิต
bulletคำขอขมาและอธิษฐานจิต
bulletไหว้พระหน้าคอม
bulletนั่งสมาธิหน้าคอม
bulletการเมือง ไม่ใช่เรื่องของสงฆ์
dot
กองทัพธรรม ธรรมยาตรา
dot
bulletไทย - กัมพูชา (2551)
bulletไทย - ลาว (2551)
bulletไทย - พม่า (2551)
bulletไทย - กัมพูชา (2550)
bulletไทย - ลาว (2552)
bulletไทย-เขมร 1 ม.ค. 2552
bullet ไทย-เขมร 1 ม.ค. 2553
bulletกฐินสามัคคี ไทย - ลาว 2553
bulletพระปฐมเจดีย์ - พุทธมณฑล
bulletกองทัพธรรม ธรรมยาตรา 2555
dot
ธรรมจาริก
dot
bulletธรรมจาริก สงกรานต์ 2553
bulletกองทัพธรรม ศรีสัชนาลัย 52
bulletกองทัพธรรม ศรีสัชนาลัย 53
bulletBrochure ศรีสัชนาลัย 2553
bulletภาพรวมทั้งหมด
dot
องค์กรด้านศาสนา
dot
bulletกรมการศาสนา
bulletสนง.พุทธศาสนาแห่งชาติ
bulletแม่กองบาลี
bulletแม่กองธรรม
bulletม.มหามกุฎราชวิทยาลัย
bulletม.มหาจุฬาลงกรณ์ ฯ
bulletอาณาจักรล้านช้าง
bulletวัดสีสะเกด
dot
Link วัดที่น่าสนใจ
dot
bulletวัดปากน้ำ-ภาษีเจริญ
bulletวัดพระเชตุพน(วัดโพธิ์)
bulletวัดบวรนิเวศวิหาร
bulletวัดเบญจมบพิตร
bulletวัดโสมนัสวรวิหาร
bulletวัดอัมพวัน(หลวงพ่อจรัญ)
bulletวัดญาณเวศกวัน
bulletวัดอรุณราชวราราม
bulletวัดนาคปรก
bulletวัดพระบาทน้ำพุ
bulletวัถถ้ำเมืองนะ
bulletวัดเชิงหวาย
bulletวัดเกาะ(ลำปาง)
dot
วัดเครือข่าย
dot
bulletวัดป่าเขาโต๊ะ จ.สุรินทร์
bulletวัดเขาแหลมรัตนมุนี
bulletวัดพระพุทธบาทเขาหนาม
bulletวัดจอมคีรีนาคพรต
bulletภูทอก หนองคาย
bulletวัดพระธาตุหินกิ่ว
bulletเขาหน่อ นครสวรรค์
bulletวัดเขาพระอังคาร
bulletวัดอาฮงศิลาวาส
bulletวัดไทยวัฒนาราม
bulletวัดโพธิคุณ
bulletวัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์
bulletหลวงพ่อปากแดง
bulletวัดใหญ่ทักขิณาราม
bulletเขาคิชฌกูฎ (หลวงพ่อเขียน)
bulletวัดพระเจดีย์ชัยมงคล
bulletบรมพุทโธ (วัดป่ากุง)
bulletพระปฐมเจดีย์
dot
ทั่วไป
dot
bulletดังตฤณ
bulletสถานที่ปฏิบัติธรรมยอดนิยม
bulletลานธรรมจักร
bulletศูนย์กัมพูชาศึกษา
bulletหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ
bulletกองทัพธรรม ของพันธมิตร
bulletทักษิณ ชินวัตร อ่านอะไร
bulletสอนอย่างไร ให้ถึงฝัน
dot
จังหวัด
dot
bulletกรุงเทพมหานคร
bulletนครราชสีมา
bulletสุรินทร์
bulletหนองคาย
bulletเวป 76 จังหวัด
dot
เกจิ - อาจารย์
dot
bulletหลวงปู่ทวด
bulletหลวงปู่โต พรหมรังษี
bulletหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ
bulletหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ
bulletหลวงพ่อจรัญ สอนกรรมฐาน
bulletBuddha's Lost Children
dot
Headline
dot
bulletLife of the Buddha (BBC)
bulletLife of the Buddha (Eng)
bulletLife of the Buddha (Thai)
bulletสารคดี เจ้าแม่กวนอิม
bulletอหิงสกะ & องคุลิมาล
bulletพระจักษุธาตุ
dot
พระพุทธรูปสำคัญ
dot
bulletพระพุทธรูป 66 ปาง
dot

dot


free counters


Copyright © 2010 All Rights Reserved.