| พระสิวลี หัวใจพระสิวลี
บ.ก.
ช่วงวันที่ 17 พ.ค. 2550 ขณะนั้นกำลังสาละวนอยู่กับการพิมพ์รายชื่อเจ้าภาพพระไตรปิฎก เพื่อถวายให้แก่วัดและสำนักปฏิบัติธรรมต่าง ๆ ทั่วประเทศ 21 วัด 22 ชุด เพื่อทอดถวายในวันอาทิตย์ที่ 27 พ.ค. 2550
ช่วงเช้ามีประธานอุปถัมภ์รายหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งใน 21 วัดนั้นโทรศัพท์เข้ามาสอบถามเรื่องการเช่าพระสิวลีไปบูชาที่บ้านว่า “พระอาจารย์ค่ะ โยมจะเปิดร้านใหม่ อยากจะเช่าพระสิวลีไปไว้บูชาในร้านเพื่อให้ค้าขายดี ต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ ? หรือต้องกล่าวคาถาบูชาอย่างไร ?”
ผู้เขียน “ไม่รับปรึกษาทางโทรศัพท์ อยากรู้ให้มาที่วัด (ฮา)”
ช่วงบ่าย อุบาสิกาผู้เป็นประธานอุปถัมภ์รายนี้จำเป็นต้องมาที่วัดเพื่อขอคำแนะนำ เมื่อมาถึงหลังจากทักทายกันตามธรรมเนียมเสร็จแล้ว ผู้เขียนได้ถามว่า “ที่ร้านมีวัตถุมงคลอะไรบ้าง มีมากไหม ?”
โยมตอบว่า “มี 2 -3 องค์”
ผู้เขียน “องค์ไหนบ้าง ?”
“จตุคาม รามเทพ, เจ้าแม่กวนอิม, และพระพุทธรูป” โยมตอบ
ผู้เขียน “มีแค่นี้แล้วจะเอาพระสิวลีไปตั้งไว้ทำไมอีก”
“ก็เพื่อช่วยให้ขายของดีไงค่ะ”
ผู้เขียน “โยมเข้าใจผิดแล้ว และคนทั่วไปที่แนะนำต่อ ๆ กันมาก็เข้าใจผิด สรุปก็คือเข้าใจผิดกันหมด”
“ผิดอย่างไรค่ะ” โยมถามด้วยความสงสัย
ผู้เขียน “การค้าขายดี ไม่ได้อยู่ที่นำรูปหล่อพระสิวลีไปบูชาหรือกล่าวคาถาบูชาพระสิวลีอย่างที่คนทั่วไปเขาแนะนำ แต่อยู่ที่การปฏิบัติตามหลักการ 2 อย่างทั้งทางโลกและทางธรรม ทางโลกพระอาจารย์จะไม่อธิบาย เพราะคิดว่าโยมเก่งอยู่แล้ว จะอธิบายเฉพาะทางธรรม
ทางธรรม คือการศึกษาให้เข้าใจถึงหัวใจของพระสิวลี หัวใจของพระสิวลีคือการทำบุญด้วยศรัทธาเต็มร้อย และการทำบุญในที่ที่เขาขาดแคลน”
โยมถามอีก “นิมนต์ท่านช่วยอธิบายเพิ่มเติมค่ะ”
ผู้เขียน “งั้นตั้งใจฟังให้ดีนะ จะเล่าอดีตชาติพระสิวลีให้ฟัง จะเล่าแบบย่อ ๆ
................................
ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ในกาลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี พระสิวลีท่านได้ถือปฏิสนธิในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลพระนครพันธุมดี ในสมัยนั้น ท่านเป็นคนโปรดปรานของสกุลหนึ่งในพระนคร และเป็นคนที่หมั่นขยันขวนขวายในกิจการงาน
สมัยหนึ่ง หลังจากที่พระบรมศาสดาเสด็จกลับจากเที่ยวจาริกมาสู่พระนครพันธุมดี ครั้งนั้น พระเจ้าพันธุมะซึ่งเป็นพุทธบิดาได้ทรงเตรียมอาคันตุกทานเพื่อภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทรงปรารถนาจะทำมหาทานแข่งกับชาวเมือง ในวันใดที่พระราชาเป็นผู้ถวายทาน เหล่ามหาชนก็จะสังเกตดู และในวันรุ่งขึ้นก็จะเตรียมทานให้ยิ่งกว่านั้น และในวันถัดไป พระราชาก็จะถวายให้ยิ่งขึ้นไปอีก
จนกระทั่งถึงวันที่ ๖ ซึ่งเป็นวันของชาวเมือง ชาวเมืองเหล่านั้นทั้งหมดได้จัดเตรียมสิ่งของไว้ทุกสิ่ง โดยตั้งใจจะไม่ให้มีสิ่งใดที่ขาดแม้สักสิ่งเดียว จึงได้ตรวจดูทานที่ตนได้เตรียมไว้ก็ไม่เห็นน้ำผึ้งสด มีเพียงน้ำผึ้งที่เคี่ยวแล้ว ชนเหล่านั้นจึงให้คนถือเอาทรัพย์คนละ ๑ พันบาทแล้วส่งไปเฝ้ายังประตูพระนครทั้ง ๔ เพื่อขอซื้อจากผู้ที่มาจากชนบทนอกพระนคร
ในวันนั้นเอง ท่านเดินทางเข้ายังพระนครด้วยปรารถนาจะเยี่ยมนายบ้าน ในระหว่างทางท่านเห็นรวงผึ้งที่ปราศจากตัวอ่อน ขนาดเท่างอนไถ จึงไล่ตัวผึ้งให้หนีไป แล้วตัดกิ่งไม้ถือรวงผึ้ง ด้วยตั้งใจว่าจะนำไปฝากให้แก่นายบ้าน ฝ่ายผู้ที่ชาวเมืองมอบเงินไปเพื่อหาซื้อน้ำผึ้ง พบท่านถือรวงผึ้งสดเข้ามาจึงขอซื้อในราคาหนึ่งบาท
ท่านเกิดความคิดว่า “ธรรมดารวงผึ้งนี้ราคาไม่ถึงหนึ่งบาท แต่บุรุษนี้ขอซื้อด้วยทรัพย์หนึ่งบาท เห็นจะมีเหตุเบื้องหลังอยู่” จึงตอบปฏิเสธไป บุรุษนั้นจึงขึ้นราคาให้เป็นสองบาท ท่านก็ยังปฏิเสธอีก บุรุษนั้นก็ขึ้นราคาไปเรื่อย ๆ จนถึงพันบาท
ท่านได้พิจารณาเห็นเป็นเรื่องผิดปกติมากที่ขอซื้อรวงผึ้งสดด้วยราคาถึงพันบาท จึงได้สอบถามถึงเหตุผล บุรุษผู้นั้นจึงให้เหตุผลว่า “พวกชาวพระนครได้ตระเตรียมมหาทาน เพื่อถวายพระวิปัสสีสัมมาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีสมณะ ๖ ล้าน ๘ แสนเป็นบริวาร ในมหาทานนั้นยังไม่มีน้ำผึ้งดิบอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงขอซื้อในราคาแพงเช่นนั้น”.
ท่านเห็นเป็นโอกาสที่จะได้ทำบุญอันยิ่งใหญ่ จึงขอมีส่วนร่วมในมหาทานนั้น บุรุษนั้นไปบอกเนื้อความแก่ชาวเมือง. ชาวเมืองทราบในศรัทธาของเขาจึงอนุโมทนา ท่านจึงได้เอาเงินที่ตนเก็บไว้เพื่อเสบียงเดินทางจากบ้านไปซื้อเครื่องเทศ ๕ อย่างแล้ว ทำให้ป่น นำเอาน้ำส้มมาจากนมส้มแล้ว คั้นรังผึ้งลงในนั้น ปรุงด้วยจุณเครื่องเทศ ๕ อย่างแล้ว ใส่ลงในบัวตระเตรียมสิ่งนั้นเรียบร้อยแล้ว ถือไปนั่งในที่ไม่ไกลพระทศพล
เมื่อมหาชนเป็นอันมากนำเอาสักการะไป เขามองดูวาระที่จะถึงแก่ตนในลำดับ รู้ช่องทางแล้วจึงเข้าเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักการะอันยากไร้นี้เป็นของข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดอาศัยความอนุเคราะห์ข้าพระองค์ รับสักการะนี้เถิด”
พระศาสดาทรงอนุเคราะห์เขา ทรงรับสักการะนั้นด้วยบาตรศิลาอันท้าวมหาราชทั้ง ๔ ถวายแล้ว ได้ทรงอธิษฐานให้ไทยธรรมที่ถวายเพียงพอแก่ภิกษุ ๖,๘๐๐,๐๐๐ รูป ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า.น้ำผึ้งนั้นก็มีเพียงพอแก่พระสาวกทั้งสิ้น
........................
จากตัวอย่างที่เล่าให้โยมฟังนี่แหละ คือหัวใจของพระสิวลี ในอดีตทุก ๆ ชาติที่ผ่านมา พระสิวลีท่านจะทำบุญด้วยศรัทธาที่เต็มเปี่ยม ทำบุญด้วยศรัทธาเต็มร้อย แม้ว่าของที่ทำบุญจะราคาไม่แพง แต่ก็เป็นการถวายที่ทรงคุณค่า เพราะเป็นการให้ในสิ่งที่ผู้รับต้องการ ดุจการได้น้ำในทะเลทราย ดุจการได้อาหารในยามหิว
ทีนี้เมื่อโยมเข้าใจหัวใจพระสิวลีดีแล้ว ต่อไปก็จะให้คาถาบูชาพระสิวลีไปท่องจำ ส่วนจะได้ผลหรือไม่ อาตมาไม่รู้ด้วยนะ
คาถาบูชาพระสิวลี
" สีวะลี มะหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทาฯ
สิวสีจะ มะหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ สัพพะทาฯ
สิวะลีเถระคุณังเอตัง โสตถุลาภัง ภะวันตุฯ "
คาถาบทนี้ท่านให้ภาวนาก่อนนอนหรือหลังตื่นนอนแล้วก่อนไปทำงานนอกบ้าน
จะทำให้เกิดลาภร่ำรวยในการค้าขาย สะดวกในเรื่องธุรกิจติอต่อศัตรูหมู่มารที่มุ่งร้าย
จะกลับกลายเป็นมิตร มีแต่ความสุขสันติสวัสดิมงคลตลอดไปประเสริฐนักแล
|